วิธีเลือกซื้อโปรแกรมแอนตี้ไวรัสซึ่งมีหลากหลายยี่ห้อให้เลือก

ความแตกต่างของโปรแกรมแอนตี้ไวรัสและสปายแวร์
ความหลากหลายของโปรแกรมแอนตี้ไวรัสและสปายแวร์ เป็นปัญหาอย่างหนึ่งของผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์ ทำให้เกิดความสับสนว่าจะเลือกใช้รุ่นไหน เวอร์ชั่นไหนดี และจะเลือกซื้อโปรแกรมยี่ห้อะไร ซึ่งเป็นเรื่องที่ผู้ใช้งานตามบ้านทั่วไป ไม่สามารถตัดสินใจได้ อย่างไรก็ตาม เรามีวิธีเลือกซื้อโปรแกรมแอนตี้ไวรัสและสปายแวร์ มาบอกต่อกัน เผื่อไว้เป็นข้อหนึ่งในการพิจารณาของคุณก็แล้วกัน

ปัจจุบันโปรแกรมแอนตี้ไวรัสทั่วไปแบ่งออกได้ 3 ระดับ
1. โปรแกรมแอนตี้ไวรัสและสปายแวร์ อย่างเดียวราคาถูกสุด เน้นแก้ไขปัญหาแอนตี้ไวรัสและสปายแวร์เท่านั้น เหมาะสำหรับผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตน้อยๆ ใช้อีเมลหน่อยๆ ดังนั้น สำหรับผู้รักการท่องเน็ตแบบทุกลมหายใจเข้าออก แนะนำ อย่าซื้อเวอร์ชั่นนี้เป็นอันขาด เพราะไม่สามารถป้องกันภัยจากอินเตอร์เน็ตได้มากเพียงพอ
2. โปรแกรมแอนตี้ไวรัสและสปายแวร์ ความสามารถในการป้องกันสแปมเมล + โปรแกรมควบคุมบุตรหลานในการใช้งานอินเตอร์เน็ต สำหรับบุคคลที่ต้องการป้องกันภัยแบบสมบูรณ์แบบมากขึ้น บางค่ายก็ตั้งชื่อโปรแกรมรุ่นนี้ว่า Internet Security
3. รวมทุกอย่างของข้อ 2 และเพิ่มเครื่องมือในการสำรองข้อมูล การปรับแต่งค่าระบบรักษาความปลอดภัยแบบอัตโนมัติ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับมือใหม่มากๆ ที่เพิ่งหัดใช้คอมพิวเตอร์หรือใช้งานอินเตอร์เน็ตโดยเฉพาะ เพราะโปรแกรมจะจัดการแก้ไขให้เองทุกๆ อย่าง โดยที่เราเพียงแค่เลือกใช้งานเท่านั้น ไม่ต้องใช้ความรู้อะไรมากมาย

แนะนำว่า สำหรับผู้ใช้งานคอมพิวเตอร์อินเตอร์เน็ตและอีเมลทุกท่าน แนะนำให้เลือกซื้อโปรแกรมแอนตี้ไวรัสและสปายแวร์ในระดับ 2 ขึ้นไปเรียกว่า ฟันธงกันไปเลย เพราะการเลือกซื้อแค่โปรแกรมแอนตี้ไวรัสและสปายแวร์ ไม่เพียงพอต่อการป้องกันแล้วในปัจจุบัน เห็นได้ชัดจากค่ายแอนตี้ไวรัสส่วนใหญ่ มักจะมีการแจกฟรีโปรแกรมในระดับ 1 กันอยู่แล้ว ยิ่งเป็นการเน้นย้ำให้เห็นได้ชัดว่า การเลือกซื้อโปรแกรมแอนตี้ไวรัสระดับ 1 ไม่สามารถครอบคลุมการป้องกันปัญหาได้อย่างที่ควรจะเป็น

โปรแกรมแอนตี้ไวรัสเครื่องมืออันทรงพลังเพื่อการปกป้องคุณจาก ไวรัส

2
โปรแกรมแอนตี้ไวรัส (Antivirus) หากไม่มีโปรแกรมเหล่านี้ คอมพิวเตอร์ของเราก็อาจจะกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ไวรัส มัลแวร์ สปายแวร์ต่าง ๆ ส่งให้ไฟล์ข้อมูลสำคัญในคอมพิวเตอร์ของเราถูกทำให้เสียหายหรือแย่ที่สุดก็คือถูกลบหายไปจากเครื่องได้ แน่นอนว่าตัวเลือกที่ดีที่สุดของการป้องกันและแก้ไขปัญหานี้ก็คือการติดตั้งโปรแกรมแอนตี้ไวรัสนั่นเองข่าวดีก็คือปัจจุบันมีโปรแกรมแอนตี้ไวรัสที่มีคุณภาพและมีเลือกให้งานหลายโปรแกรม ราคาไม่แพงเมื่อเทียบกับความปลอดภัยที่จะได้จากตัวโปรแกรม บางตัวก็เป็นโปรแกรมฟรี(ที่มีประสิทธิภาพสูง) บางตัวก็ให้ทดลองใช้งานฟรี

โปรแกรมป้องกันไวรัสคือตู้ยาประจำบ้าน, ถ้าเปรียบคอมพิวเตอร์เป็นบ้านของเรา และไวรัสคอมพิวเตอร์เป็นโรคร้ายที่คุกคามเราแล้ว โปรแกรมแอนตี้ไวรัส ก็คือตู้ยาประจำบ้านที่ต้องมีติดบ้านไว้ เพื่อป้องกันรักษาผู้ที่อยู่ในบ้านซึ่งก็คือข้อมูลที่สำคัญของเรา และสำหรับโลกภายนอก หากมีการแพร่กระจายของโรคร้ายชนิดใหม่ที่ตู้ยาของเรายังไม่มียาใช้ป้องกันหรือรักษา เราก็จำเป็นต้องไปหายาชนิดนั้นมาเก็บไว้ คอมพิวเตอร์ก็เช่นเดียวกันเมื่อเครื่องของเราได้ติดตั้งโปรแกรมป้องกันไวรัสไม่ว่าจะเป็นฟรีแวร์ หรือแบบมีลิขสิทธิ์ ไปแล้ว สิ่งที่ต้องทำก็คือการอัพเดตโปรแกรมให้ทันสมัยอยู่เสมอนั่นเอง

การเลือกซื้อโปรแกรมแอนตี้ไวรัสยี่ห้อไหนดี
ประเด็นหลักของการซื้ออยู่ที่การมีโปรแกรมป้องกันไวรัสเพื่อป้องกันเครื่องคอมพิวเตอร์จากไวรัส เพราะฉะนั้นจะเลือกซื้อโปรแกรมยี่ห้อใดก็ได้ แต่ควรมีสิ่งต่างๆ ต่อไปนี้
- การตรวจสอบไวรัสคอมพิวเตอร์ในเครื่องสามารถตั้งเวลาให้ทำงานเองตามที่กำหนดไว้
- ระบบป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์เมื่อมีการเปิดไฟล์ โฟลเดอร์ หรือดิสก์ไดรฟ์ต่างๆ ทั้งฮาร์ดดิสก์ ฟลอปปี้ดิสก์ ซีดี และสื่ออื่นๆ
- ความสามารถในการป้องกันไวรัสคอมพิวเตอร์จากการรับอี-เมล์ด้วยโปรแกรมอี-เมล์แบบติดตั้งบนเครื่อง หรือจากการดาวน์โหลดโปรแกรมต่างๆ จากระบบเครือข่าย
- การปรับปรุงฐานข้อมูลไวรัสมีอย่างสม่ำเสมอและรวดเร็วพอที่จะรับมือไวรัสคอมพิวเตอร์ชนิดใหม่ได้ทันท่วงที
- การกำจัดไวรัสคอมพิวเตอร์และซ่อมแซมระบบที่เสียหายเมื่อตรวจพบไวรัสคอมพิวเตอร์ในเครื่อง
ข้อมูลเหล่านี้สามารถหาได้จากเว็บไซต์ของบริษัทผู้พัฒนาโปรแกรมป้องกันไวรัสแต่ละยี่ห้อ เมื่อพิจารณาพบว่ามีสิ่งต่างๆ ข้างต้นแล้วจะเลือกใช้ยี่ห้อใดก็ขึ้นกับตัวผู้ใช้เอง

โปรแกรมแอนตี้ไวรัสเป็นกำแพงป้องกันไม่ให้ภัยคุกคามต่างๆ เข้าสู่เครื่องคอมพิวเตอร์


ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากโลกไซเบอร์มีมากขึ้น ทำให้ทุกวันนี้ผู้ผลิตโปรแกรมส่วนหนึ่งหันมาเอาจริงเอาจังกับการพัฒนาโปรแกรมการป้องกันภัยคุกคามต่างๆ ที่เรามักจะรู้จักกันในนามว่า โปรแกรมแอนตี้ไวรัส ซึ่งในการพัฒนานั้นจะต้องเน้นให้ตัวโปรแกรมเองมีความสามารถในการป้องกัน มัลแวร์ให้ได้ครอบคลุมมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และอีกมุมหนึ่งที่ผู้พัฒนาจะต้องทำควบคู่กันไปด้วย คือ การเรียนรู้พฤติกรรมและการปรับตัวของเจ้าวายร้ายที่มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาได้ ซึ่งโปรแกรมแอนตี้ไวรัสต่างๆ ก็มีหลายค่ายให้เลือกใช้ โดยปัจจุบันแบ่งเป็นกลุ่มหลักในตลาด 3 กลุ่ม คือGeneral Antivirus, Internet Security และ Cloud

General Antivirus กับการป้องกันขั้นพื้นฐาน
โปรแกรมแอนตี้ไวรัสขั้นพื้นฐานที่สามารถตรวจสอบ ดักจับ และทำลายภัยร้ายจากมัลแวร์ต่างๆ ได้ เราเรียกกันโดยทั่วไปว่า General Antivirus ซึ่งจะประกอบไปด้วยความสามารถพื้นฐานที่สามารถตรวจสอบเมื่อมีภัยอันตรายต่างๆ เข้ามายังเครื่องคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์มือถือของเรา นอกจากนั้นยังสามารถตั้งกำแพงป้องกันไม่ให้ภัยคุกคามต่างๆ เข้าสู่เครื่องของเราได้ จากรูโหว่และช่องว่างอื่นๆ ที่อาจจะเกิดขึ้นในโปรแกรมการใช้งานทั่วไป หรือความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นจากพฤติกรรมการใช้งานของผู้ใช้ และสามารถวิเคราะห์รูปแบบการปลอมแปลงตัวของมัลแวร์ที่มีการพัฒนาวิธีการต่างๆ เพื่อจะเข้าถึงและทำลายข้อมูลของเราได้ ซึ่งผู้ผลิตบางรายได้ทำการเพิ่มความสามารถต่างๆ เข้าไป เช่น ไฟร์วอลล์ เพื่อการป้องกันการโจมตีจากเน็ตเวิร์ก ไปจนกระทั่งสามารถป้องกันอันตรายที่มาจากอีเมลได้ เช่น Anti-Spam มาให้พร้อมกันด้วยเลยทีเดียวล่ะครับ ซึ่งก็เป็นข้อดีของผู้ใช้อย่างเราๆ ที่ผู้ผลิตมีการแข่งขันในเรื่องความสามารถ และพยายามเพิ่มความสามารถต่างๆ เข้ามาให้กับผู้ใช้งานในราคาที่เท่าของเดิม

การป้องกันขั้นกว่ากับ Internet Security
ความสามารถหนึ่งในโปรแกรมแอนตี้ไวรัสที่ผู้ใช้งานปัจจุบันมีความจำเป็นจะต้องใช้งาน คือ การป้องกันในระดับ Internet Security ซึ่งหากผู้ใช้งานเป็นคนหนึ่งที่ไม่เคยพลาดการใช้งานโซเชียลมีเดีย หรือการใช้งานเสิร์ชเอนจิ้นของยี่ห้อต่างๆ แล้วละก็ ขอแนะนำให้ใช้งาน โปรแกรมแอนตี้ไวรัส ที่มีความสามารถของการป้องกันทางอินเทอร์เน็ต หรือ Internet Security ควบคู่ไปด้วย ซึ่งเจ้า Internet Security นี่แหละครับที่จะช่วยเราป้องกันไฟล์ หรือโปรแกรมแปลกๆ ที่มาพร้อมกับความอันตรายจาก Internet ทั้งหลายให้กับเราได้ ซึ่งในผู้ผลิตหลายๆ รายนั้นจะมีระบบจำลองให้เราเข้าใช้งานเว็บไซต์ต่างๆ ผ่านระบบจำลองก่อน ซึ่งหากตรวจสอบแล้วเว็บไซต์ดังกล่าวไม่มีอันตราย หรือ ภัยร้ายต่างๆ ก็สามารถเลือกมาใช้งานกันได้ตามความเหมาะสม

ป้องกันแบบเหนือเมฆกับ Cloud Antivirus
หากผู้ใช้งานไม่อยากวุ่นวายและจะต้องดูแลจัดการกับภัยร้ายด้วยตัวเองแล้ขอแนะนำตัวนี้ Cloud Antivirus ซึ่งปัจจุบัน Cloud Antivirus จะมีหลากหลายรูปแบบไม่ว่าจะเป็นการติดตั้งผ่านหน้าเว็บด้วยตัวเอง และสามารถดูแลได้ด้วยตัวเองผ่านหน้าเว็บ หรือจะติดตั้งและให้ผู้ให้บริการทำการป้องกันหรือดูแลให้ผู้ใช้งานเอง แถมยังมี Report ที่สวยงามสรุปการใช้งานของเราให้รายอาทิตย์หรือรายเดือนอีกด้วย

ดังนั้น จะเห็นได้ว่าการเลือกใช้งาน Antivirus จริงๆ แล้วนั้นให้พิจารณากันอยู่ 3 ปัจจัยหลักๆ คือ ถ้าเลือกที่จะมีการป้องกันแบบพื้นฐานธรรมดาทั่วไปก็คงหนีไม่พ้นโปรแกรม Antivirus แบบ General Antivirus ยี่ห้ออะไรก็แล้วแต่ความเสน่หา แต่หากอยากได้การป้องกันการใช้งานที่มากขึ้นใน Internet ก็เลือกโปรแกรม Antivirus ที่มี Internet Security และหากอยากใช้งานให้ง่ายขึ้นและไม่ยุ่งยากในการบริหารจัดการต่างๆ ก็แนะนำ Cloud Antivirus ไปได้เลย การเลือกพิจารณาการใช้งานโปรแกรมแอนตี้ไวรัส กันแบบเบื้องต้น

โปรแกรมแอนตี้ไวรัส รักษาความปลอดภัยคอมพิวเตอร์ให้รอดพ้นจากภัยคุกคาม

การใช้งานคอมพิวเตอร์เพื่อเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตมีความปลอดภัยน้อยลง เนื่องจากการใช้งานอินเตอร์เน็ตมีความแพร่หลายอย่างกว้างขวาง เกิดสังคมออนไลน์(Facebook, Twitter) การรับส่งข้อมูลสำคัญผ่านทางอีเมล์ และการซื้อขายผ่านพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หรือ E-Commerce กันมากขึ้นจึงเกิดกลุ่มคนที่ต้องการดักจับข้อมูลส่วนตัวที่มีความสำคัญ เช่น รหัสผ่านอินเตอร์เน็ตแบงค์กิ้ง, รหัสผ่าน Apple App Store, รหัสผ่านคอมพิวเตอร์,เลขบัตรประจำตัวประชาชน, สำเนาเอกสารสำคัญที่ถูกทำสำเนาไว้ในคอมพิวเตอร์ เป็นต้น เพื่อหาประโยชน์จากข้อมูลเหล่านี้ เรียกกลุ่มคนเหล่านี้ว่า“แฮกเกอร์”

แฮกเกอร์จะทำทุกๆวิถีทางที่จะได้มาซึ่งข้อมูลที่เป็นความลับนี้ เช่น สร้างไวรัสเพื่อเจาะเข้าคอมพิวเตอร์ที่ท่านใช้งาน, สร้างโปรแกรมติดตั้งหลอก โดยดัดแปลงตัวติดตั้งเดิม โดยเพิ่มส่วนของการติดตั้งไวรัสเข้าไปด้วย, ดักจับข้อมูลที่ส่งออกมาจากคอมพิวเตอร์ ขณะที่เราเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตกับเครือข่ายที่ไม่ปลอดภัย และสร้างเว็บหลอกเพื่อให้ท่านกรอกข้อมูลส่วนตัว เป็นต้น

โปรแกรมแอนตี้ไวรัส เพิ่มเทคโนโลยีด้านการรักษาความปลอดภัยอัจฉริยะที่สามารถจัดอันดับความเกี่ยวข้องของไฟล์, จัดอันดับทั้งไฟล์ดีและไฟล์ไม่ดี, อายุของไฟล์ และความแพร่หลายของไฟล์ นอกจากนี้สามารถตรวจสอบพฤติกรรมของแอพพลิเคชันในเชิงป้องกันได้ โดยในการจัดอันดับไฟล์จะอ้างอิงจากระบบข้อมูลที่รวบรวมจากไฟล์จำนวนหลายพันล้านไฟล์ทั่วโลก ทำให้สแกนไฟล์ได้ไวขึ้นเนื่องจากสามารถเจาะจงไฟล์ จำกัดขอบเขตและลดจำนวนไฟล์ที่ต้องสแกนได้ จึงทำให้การทำงานรวดเร็วขึ้นและสามารถจัดการกับไวรัสที่เกิดขึ้นใหม่ได้อย่างรวดเร็ว โดยไม่หน่วงประสิทธิภาพการทำงานของเครื่อง

การใช้งานคอมพิวเตอร์ร่วมกับบุคคลอื่นหลาย ๆ คน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อประยุกต์ใช้กับระบบเครือข่าย สิ่งที่เป็นปัญหาและพบบ่อยมากที่สุดก็คือไวรัสคอมพิวเตอร์ ( computer virus ) ซึ่งเป็นชุดคำสั่งประเภทหนึ่งที่มีผู้ที่ไม่ประสงค์ดีเขียนขึ้นมาเพื่อทำให้ประสิทธิภาพในการทำงานของคอมพิวเตอร์ลดลงหรือไม่สามารถทำงานต่าง ๆ ได้ จึงมีผู้พัฒนาโปรแกรมไว้ใช้เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวเรียกว่า โปรแกรมแอนตี้ไวรัส (antivirus program )การใช้คอมพิวเตอร์โดยทั่วไปควรจะมีการติดตั้งโปรแกรมแอนตี้ไวรัสนี้ไว้ภายในเครื่องด้วย อย่างไรก็ดีไวรัสคอมพิวเตอร์นั้นเกิดขึ้นใหม่อยู่ตลอดเวลาโปรแกรมแอนตี้ไวรัส บางรุ่นอาจไม่สามารถตรวจพบไวรัสบางตัวได้ซึ่งเป็นเพราะว่าผลิตขึ้นมาก่อนที่ไวรัสตัวนั้นจะแพร่กระจาย ผู้ใช้จึงจำเป็นต้องอัพเดทข้อมูลบอกให้กับโปรแกรมเหล่านี้ทราบด้วยเพื่อให้ทำงานได้อย่างสมบูรณ์นั่นเอง (โปรแกรมป้องกันไวรัสจะมีส่วนของการอัพเดทข้อมูลแบบออนไลน์จากเว็บของเจ้าของโปรแกรมให้กับผู้ใช้ไว้ด้วยเสมอ)

โปรแกรมแอนตี้ไวรัสช่วยป้องกัน ตรวจหา และกำจัดไวรัสก่อนที่ไวรัสนั้นจะเข้ามาทำลายคอมพิวเตอร์

ในโลกแห่งอินเทอร์เน็ตที่ผู้คนทั่วโลกใช้สำหรับติดต่อสื่อสาร เรียนรู้ ติดต่อธุรกิจนั้น นอกจากคุณประโยชน์มากมายมหาศาลที่เราได้รับแล้วยังมีอันตรายมากมายที่แฝงตัวมาพร้อมกันอีกด้วย โดยที่ตัวเราหรือผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตนั้นไม่สามารถที่จะสอดส่องดูแลหรือคอยระแวดระวังภัยให้กับคอมพิวเตอร์ได้ด้วยตนเอง เพราะฉะนั้น จึงได้มีการคิดค้นและพัฒนาโปรแกรมแอนตี้ไวรัสเพื่อคอยช่วยเป็นหูเป็นตาอีกทางหนึ่ง โปรแกรมแอนตี้ไวรัส คือโปรแกรมที่คอยดักจับและทำการกำจัดไวรัสคอมพิวเตอร์หรือโปรแกรมที่ไม่ประสงค์ดีอื่นๆเช่น มัลแวร์ โทรจัน สปายแวร์ เป็นต้น โดยโปรแกรมแอนตี้ไวรัสนั้นแบ่งออกเป็นสองประเภทหลักๆ ได้แก่

- แอนติไวรัส เป็นโปรแกรมสำหรับตรวจจับและทำลายไวรัสทั่วๆไปที่เข้าหาแฝงตัวอยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเรา
- แอนติสปายแวร์ เป็นโปรแกรมที่ช่วยในการป้องกันการโจรกรรมข้อมูลจากแฮกเกอร์ รวมถึงช่วยป้องกันสปายแวร์และแอดแวร์ (Adsware) หรือโปรแกรมป๊อปอัพโฆษณาอีกด้วย

โปรแกรมแอนตี้ไวรัส จะค้นหาและทำลายไวรัสที่ไฟล์โดยตรง แต่ในทุกๆวันจะมีไวรัสชนิดใหม่เกิดขึ้นมาเสมอ ทำให้เราต้องอัปเดตโปรแกรมป้องกันไวรัสตลอดเวลาเพื่อให้คอมพิวเตอร์ของเราปลอดภัย โดยแอนติไวรัสจะมีหลายรูปแบบตามบริษัทกันไปและแต่ละบริษัทจะมีการอัปเดตและการป้องกันไม่เหมือนกัน แต่ในคอมพิวเตอร์เครื่องเดียวไม่ควรมีแอนติไวรัส 2 โปรแกรมเพราะจะทำให้โปรแกรมขัดแย้งกันเองจนไม่สามารถใช้งานได้

หลักการทำงานของโปรแกรมแอนตี้ไวรัส
โดยส่วนใหญ่แล้วเทคนิคหรือรูปแบบในการทำงานของโปรแกรมตรวจจับไวรัสของแต่ละบริษัทก็จะมีรูปแบบและหลักการทำงานที่คล้ายคลึงและแตกต่างกันไป โดยสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 เทคนิค ดังนี้

1. การตรวจหา
เป็นการสั่งให้ตัวตรวจหาเข้าไปค้นหาไฟล์ที่อาจถูกไวรัสแฝงอยู่ เช่น ไฟล์ที่ถูกเก็บไว้ในหน่วยความจำหรือฮาร์ดดิสก์ ส่วนเริ่มต้นในการบู๊ต โดยใช้หลักการ Checksum ซึ่งมีหลักในการทำงานคือ ไฟล์ทุกไฟล์จะมีตัวเก็บข้อมูลว่าจุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของไฟล์อยู่ที่ใด ตามด้วยข้อมูลของไฟล์และค่า Checksum ตัวตรวจหาจะคำนวณค่า Checksum ของแต่ละไฟล์แล้วนำไปเปรียบเทียบกับค่า Checksum ที่มีอยู่เดิม หากค่า Checksum ที่คำนวณได้กับที่มีอยู่เดิมไม่ตรงกัน นั่นแสดงว่าไฟล์นั้นๆมีไวรัสแฝงตัวอยู่ด้วย นอกจากนี้การตรวจหายังสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท ได้แก่
1. การตรวจหาประเภท On-access เป็นวิธีตรวจหาไวรัสก่อนที่ไฟล์จะถูกโหลดเข้าหน่วยความจำเพื่อทำการเอ็กซิคิวต์
2. การตรวจหาประเภท On-demand วิธีที่ผู้ใช้งานสั่งโปรแกรมให้ทำการตรวจหาไวรัสในไฟล์ที่ถูกเก็บอยู่ในหน่วยความจำหรือฮาร์ดดิสก์หรือส่วนเริ่มต้นในการบู๊ตตามแต่ความต้องการของผู้ใช้ ข้อดีของการตรวจหาคือสามารถตรวจหาไวรัสที่แฝงตัวอยู่ในไฟล์ได้ก่อนทำการเอ็กซิคิวต์ (Execute)

2. การตรวจสอบความคงอยู่
เทคนิคนี้อาศัยตัวตรวจสอบความคงอยู่ (Integrity Checker) ที่เก็บข้อมูลความคงอยู่ของไฟล์ (Integrity Information) เอาไว้สำหรับเปรียบเทียบ ข้อมูลความคงอยู่ของไฟล์นั้นยกตัวอย่างเช่น ขนาดของไฟล์ เวลาแก้ไขครั้งล่าสุด และค่า Checksum เป็นต้น โดยเมื่อไฟล์ที่ถูกเก็บเอาไว้มีการเปลี่ยนแปลงจนเปลี่ยนไปไม่ตรงกับข้อมูลเดิมที่เคยได้เก็บค่าเอาไว้ โปรแกรมจะทำการแจ้งเตือนผู้ใช้งานให้ทราบถึงความผิดปกติและอนุญาตให้ผู้ใช้กู้ไฟล์เดิมที่ยังไม่ติดไวรัสกลับคืนมาได้อีกด้วย ข้อดีของเทคนิคนี้คือ ความผิดพลาดในการตรวจสอบไฟล์ว่ามีการติดไวรัสหรือไม่นั้นเกิดขึ้นได้น้อย อีกทั้งยังสามารถกู้คืนไฟล์กลับคืนมาได้อีกด้วย

3. การตรวจจับไวรัสโดยการวิเคราะห์พฤติกรรม
เทคนิคนี้เป็นเทคนิคที่นิยมใช้กันทั่วไปอย่างแพร่หลาย วิธีการทำงานของเทคนิคนี้คือโปรแกรมแอนตี้ไวรัสจะทำการเปรียบเทียบการทำงานของไวรัสกับชุดกฎฮิวริสติก (Heuristic) โดยชุดกฎนี้จะมีข้อมูลและรูปแบบการทำงานของไวรัสเก็บเอาไว้ จากนั้นโปรแกรมจะนำไฟล์มาจับคู่กับแพทเทิร์นกับชุดกฎที่มีอยู่เพื่อตรวจสอบว่าตรงกันหรือไม่ หากตรงนั่นก็หมายความว่าไฟล์นั้นติดไวรัส โปรแกรมแอนตี้ไวรัส ก็จะทำการแจ้งเตือนต่อผู้ใช้งานต่อไป ข้อดีของเทคนิคนี้คือ ระบบจะมีความยืดหยุ่นในการตรวจจับ และระบบจะสามารถเรียนรู้ไวรัสตัวใหม่ๆได้เอง

4. การตรวจจับไวรัสโดยการดักจับ
เทคนิคนี้โปรแกรมกำจัดไวรัสจะมีวิธีการในการดักจับไวรัสโดยการสร้าง Virtual machine (การจำลองการทำงานของเครื่องคอมพิวเตอร์) ที่มีความอ่อนแอขึ้นมาเพื่อหลอกล่อให้ไวรัสเข้ามาโจมตี และคอยเฝ้าดูว่ามีโปรแกรมใดบ้างในเครื่องที่ทำงานผิดปกติหรือน่าสงสัย ซึ่งโปรแกรมหรือไฟล์นั้นๆอาจจะมีไวรัสแฝงตัวอยู่ ข้อดีของโปรแกรมนี้คือสามารถหยุดการทำงานของโปรแกรม Anti Virus ได้อย่างมีประสิทธิภาพ